รัสเซีย ยูเครน : หลายฝ่ายขอให้รัสเซียหยุดยิง หลังเกิดเพลิงไหม้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดของยุโรป

โรงไฟฟ้า

เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่โรงไฟฟ้าซาปอริชเชีย (Zaporizhzhia) ของยูเครน ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดของภูมิภาคยุโรป โดยทางการยูเครนอ้างว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะกองกำลังรัสเซียระดมยิงปืนใหญ่ใส่อาคารของโรงไฟฟ้า

นายดมิโทร ออร์ลอฟ นายกเทศมนตรีของเมืองเอเนอร์โฮดาร์ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดังกล่าวระบุว่า เหตุเพลิงไหม้เกิดจากการสู้รบอย่างหนักโดยฝ่ายรัสเซียระดมยิงปืนใหญ่เข้าใส่กลุ่มอาคารทำการและหน่วยควบคุมเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้กองกำลังรัสเซียพยายามจะใช้รถถังบุกเข้าเมืองเอเนอร์โฮดาร์และเข้ายึดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดังกล่าว แต่ต้องพบกับการขัดขวางโดยกองกำลังยูเครนและบรรดาชาวเมือง ซึ่งรวมตัวกันเข้าล้อมป้องกันโรงไฟฟ้าและถนนสายต่าง ๆ ที่เป็นเส้นทางไปสู่โรงไฟฟ้าสำคัญแห่งนี้

นายดมิโทร คูเลบา รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครนแถลงทางทวิตเตอร์ว่า กองกำลังรัสเซียระดมยิงใส่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริชเชียจากทุกด้าน เขาเรียกร้องให้ฝ่ายรัสเซียหยุดยิงในทันที รวมทั้งเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เข้าดับเพลิงและจัดตั้งเขตควบคุมความปลอดภัยรอบโรงไฟฟ้าโดยด่วน

ต่อมากองกำลังรัสเซียได้หยุดยิง และหน่วยดับเพลิงของยูเครนสามารถเข้าถึงที่เกิดเหตุได้เมื่อเวลา 05.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือราว 10.20 น. ตามเวลาในประเทศไทย โดยทางการยูเครนรายงานว่าเพลิงได้สงบลงในที่สุด

ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศหรือไอเออีเอ (IAEA) ออกมาระบุว่า ได้ติดต่อประสานงานกับรัฐบาลยูเครนเพื่อให้ความช่วยเหลือเรื่องป้องกันภัยนิวเคลียร์แล้ว เนื่องจากเตาปฏิกรณ์ที่อยู่ใกล้กับเหตุเพลิงไหม้อาคารควบคุมนั้น แม้จะอยู่ระหว่างปิดซ่อม แต่ก็ยังมีอุปกรณ์สำคัญเดินเครื่องทำงานอยู่ และมีวัตถุกัมมันตรังสีที่เป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์เหลืออยู่ภายในจำนวนมากhttps://www.bbc.com/ws/av-embeds/cps/thai/international-60614054/p0bsgs93/thคำบรรยายวิดีโอ,

รัสเซียโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

หัวหน้ารัฐบาลท้องถิ่นเขตซาปอริชเชียแถลงยืนยันด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่มีอันตรายเกิดขึ้นกับเตาปฏิกรณ์ และทางโรงไฟฟ้าสามารถรักษาความปลอดภัยให้แก่อุปกรณ์สำคัญทางนิวเคลียร์ได้แล้ว รวมทั้งดับไฟที่ไหม้ชั้น 3-5 ของอาคารควบคุม ซึ่งโดนกระสุนปืนใหญ่ของรัสเซียได้แล้ว

ผู้นำยูเครนและผู้นำสหราชอาณาจักรเตือนว่า รัสเซียกำลังนำภยันตรายอันใหญ่หลวงมาสู่ยุโรป ทำให้สหราชอาณาจักรเตรียมขอเปิดประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเป็นการด่วน เพื่อไม่ให้สถานการณ์ยกระดับขึ้นเป็นวิกฤตนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ

โรงไฟฟ้าซาปอริชเชียเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์สี่แห่งของยูเครน ผลิตไฟฟ้าได้ราว 25% ของปริมาณทั้งหมดที่ใช้ภายในประเทศ หากได้รับความเสียหายจะส่งผลกระทบให้ยูเครนต้องขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า และอาจทำให้เกิดอันตรายใหญ่หลวงจากการหลอมละลายนิวเคลียร์ (nuclear meltdown) ซึ่งแกนของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เสียหายเพราะความร้อนสูงจนอาจเกิดระเบิด เช่นเดียวกับหายนะของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลเมื่อหลายสิบปีก่อน

มกุฎราชกุมารซาอุฯ เสนอตัวเป็นสื่อกลางเจรจาสันติภาพ

ทางกองทัพยูเครนคาดการณ์ว่า กองทัพเบลารุสซึ่งสะสมกำลังพลรออยู่ที่แนวพรมแดนก่อนหน้านี้ ได้รับคำสั่งให้ยกพลข้ามพรมแดนเข้ามาในยูเครนแล้ว เพื่อเสริมทัพรัสเซียภายในวันนี้ (4 มี.ค.) หลังจากที่รัสเซียใช้ดินแดนของเบลารุสยิงขีปนาวุธเข้าใส่เมืองต่าง ๆ ของยูเครนมาหลายวัน

ด้านมกุฎราชกุมารโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย มีพระราชดำรัสต่อผู้นำรัสเซียและยูเครนว่า ทรงพร้อมที่จะเป็นสื่อกลางให้ทุกฝ่ายได้หันหน้ามาเจรจากัน

มกุฎราชกุมารโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย

สื่อท้องถิ่นของซาอุดีอาระเบียรายงานว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้เป็นฝ่ายต่อสายโทรศัพท์ถึงมกุฎราชกุมารโมฮัมหมัดก่อน ทำให้มีพระราชดำรัสกับนายปูตินดังข้างต้น นอกจากนี้ยังทรงตรัสกับประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนว่า จะให้ความช่วยเหลือแก่พลเมืองยูเครนในซาดุดีอาระเบีย โดยต่ออายุวีซ่าที่กำลังจะหมดลงให้ชั่วคราวเป็นเวลา 3 เดือน

อย่างไรก็ตาม สื่อของทางการรัสเซียรายงานว่า ประธานาธิบดีปูตินและมกุฎราชกุมารโมฮัมหมัดได้หารือกันถึงประเด็นปัญหาด้านพลังงาน ในฐานะที่ต่างก็เป็นประเทศสมาชิกของกลุ่มโอเปกพลัส โดยผู้นำทั้งสองเห็นพ้องกันว่าจะร่วมมือในแนวทางที่เคยดำเนินมาแล้วต่อไป ซึ่งนายปูตินย้ำว่าจะต้องไม่ปล่อยให้การคว่ำบาตรรัสเซียของชาติตะวันตก มาทำให้การจัดส่งพลังงานแก่ทั่วโลกกลายเป็นประเด็นทางการเมือง

ขบวนทัพรัสเซียยาว 64 กม. เคลื่อนตัวสู่กรุงเคียฟได้ช้าเกินคาด

หลังมีรายงานเมื่อวันก่อนว่า รัสเซียเคลื่อนขบวนทัพที่มีรถถังและยานยนต์หุ้มเกราะนับพันคัน มุ่งหน้าสู่กรุงเคียฟเป็นขบวนยาวเหยียดถึง 64 กิโลเมตรนั้น ล่าสุดรายงานข่าวกรองของสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรระบุว่า ขบวนยานยนต์ทหารดังกล่าวเคลื่อนตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

ตลอดช่วง 3 วันที่ผ่านมา ขบวนรถต้องหยุดลงหลายครั้งเพราะปัญหาด้านการขนส่งลำเลียงหรือลอจิสติกส์ ทำให้ยังอยู่ห่างจากชานกรุงเคียฟถึงกว่า 30 กิโลเมตร ตามการรายงานที่เข้ามาเมื่อวานนี้ (3 มี.ค.)

รายงานข่าวกรองของสหราชอาณาจักร ซึ่งพลเอก เซอร์ ริชาร์ด บาร์รอนส์ อดีตผู้บัญชาการของกองบัญชาการร่วมสี่เหล่าทัพแห่งสหราชอาณาจักร ได้เปิดเผยต่อรายการข่าวทางวิทยุบีบีซี เรดิโอ 4 ระบุว่ามีความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงด้านลอจิสติกส์เกิดขึ้นในขบวนทัพรัสเซีย โดยไม่สามารถจัดส่งเชื้อเพลิง อาหาร และอะไหล่ยนต์ต่าง ๆ ได้อย่างเพียงพอและทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างยิ่งล้อรถที่ของเดิมมีคุณภาพต่ำและมีการซ่อมบำรุงน้อยมาก ส่วนเครื่องยนต์รถก็เกิดขัดข้องบ่อยครั้ง

พลเอก เซอร์ ริชาร์ด บาร์รอนส์ ยังชี้ว่า ปัญหาใหญ่อยู่ที่การสื่อสารและบัญชาการ ซึ่งวิทยุสื่อสารทำงานได้ไม่ดีนักและต้องมีการสื่อสารในเครือข่ายแบบเปิด ทำให้ทางกองทัพรัสเซียจำต้องชะลอการเคลื่อนขบวนและกลับไปทบทวนหาวิธีแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ชั่วคราว

นอกจากนี้ การต้านทานที่แข็งแกร่งของกองทัพยูเครน ซึ่งคอยโจมตีขบวนทัพรัสเซียจากด้านหน้าและด้านข้าง ยังส่งผลบั่นทอนขวัญกำลังใจของทหารรัสเซียให้ลดน้อยถอยลงไปทุกที เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นทหารเกณฑ์ที่ถูกส่งมารบโดยไม่ได้ทราบล่วงหน้ามาก่อน

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าในระยะยาวกองทัพยูเครนจะมีกำลังพลไม่เพียงพอ และไม่อาจทำลายขบวนยานยนต์ทหารนี้ให้สิ้นซากได้ง่าย ๆ

ที่มา : BBC NEWS l thai

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *